วันเสาร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

แฟนคลับคนนี้มีรักมาฝาก

 

แฟนคลับคนนี้มีรักมาฝาก (เล่มเดียวจบ)
ผู้แต่ง : สืออู๋
ผู้แปล : ซิงฉาย
สำนักพิมพ์ With Love by Jamsai

ความรู้สึกหลังอ่านจบ (อาจมีสปอยล์)

เหมียวเหมี่ยว นักเขียนการ์ตูนเรื่อง ผู้กล้าบุกอาณาจักรแมว ที่กำลังโด่งดัง เจ้าของนามปากกา เหมียวไก่ฉีก เพราะนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง ชอบแอบอู้ จึงทำให้เธอต้องเปิดไลฟ์สดเวลาทำงาน เพื่อจะได้ให้แฟนคลับหรือคนที่เข้ามาดูจับตามองเวลาทำงาน เป็นแรงกระตุ้นที่ทำให้เธอเคลียร์งานจนเสร็จ

ฟางไหลหยาง แฟนคลับอันดับหนึ่งของเหมียวไก่ฉีก ชายหนุ่มรูปหล่อ ฐานะร่ำรวย เป็นประธานบริษัทเจ้าของกิจการรถยนต์ แฟนคลับเศรษฐีที่ส่งรถเฟอร์รารี่ไปให้นักเขียนการ์ตูนในดวงใจแทนการขอบคุณ ที่ทำให้คนที่ขาดแรงบันดาลใจในการทำงานและชอบดองงานเช่นเขา ได้ทำงานเสร็จ สำเร็จลุล่วงจากการได้ดูไลฟ์สดของเธอ

จริงๆ พระเอกไม่ได้อยากมาทำงานเป็นประธานบริษัทของครอบครัวเลย แต่เพราะพี่ชายที่แสนจะสมบูรณ์เพียบพร้อมดันชิ่งไปเป็นหมอ พระเอกก็เลยต้องมาสืบทอดดูแลกิจการแทนพี่ ต้องละทิ้งอุดมการณ์ที่จะไปเป็นเชฟขนมหวาน พอมาทำงานพระเอกเลยกลายเป็นคนเงียบๆ เหมือนขาดแรงกระตุ้น เอกสารอะไรที่เลื่อนเซ็นได้ก็เลื่อน อันไหนที่ดองได้ก็ดองแบบเฉื่อยชา แต่พอได้เห็นนางเอกไลฟ์สดตอนทำงานพี่ก็เปลี่ยนไป เริ่มมีแรงใจ เลิกดองงาน เลิกผัดวันประกันพรุ่ง ส่งผลให้ผลกำไรของบริษัทเพิ่มขึ้นหลายร้อยล้าน และด้วยนิสัยที่ไม่ชอบติดหนี้บุญคุณใคร พระเอกจึงส่งรถเฟอร์รารี่ไปให้นางเอกเป็นการตอบแทน...เล่นใหญ่มากจนนางเอกตกใจ ไม่กล้ารับ ต้องขอส่งคืน แต่พระเอกก็ไม่ยอมรับคืน สุดท้ายนางเอกเลยต้องขอเปลี่ยนเป็นรถธรรมดาที่ราคาถูกลงหน่อย พระเอกถึงได้ยอม

แต่พอได้รถมานางเอกก็ยังรู้สึกไม่ดี เลยไปปรึกษาเพื่อนๆ เพื่อนจึงแนะนำให้นางเอกเอาเงินไปชดใช้คืนเป็นค่ารถสิ แต่นางเอกไม่มีเงินก็เลยไปสมัครแอพฯ เรียกรถปาปา แต่ขับไปขับมาเงินเก็บกลับไม่เพิ่มเพราะเธอกินเก่งมากกก (เอาเงินไปใช้กับอาหารหมด) แถมยังโดนผู้โดยสารร้องเรียนเพราะขับรถได้ห่วยอีก แต่นางเอกก็มองโลกในแง่ดี ไม่โกรธไม่ซี ยังเอามาเล่าให้แฟนคลับฟังขำๆ ตอนไลฟ์สดอีกด้วย 55

แล้ววันหนึ่งพระเอกก็บังเอิญได้นั่งรถที่นางเอกเป็นคนขับ แต่ตอนแรกยังไม่รู้นะว่าใคร แต่นางเอกคุยเก่งไง พระเอกเลยเดาได้จากเรื่องที่พูดออกมา หลังจากนั้นพระเอกก็เลยเริ่มหาข้ออ้างนัดเจอนางเอก เช่นนัดขอคืนร่ม (ที่นางเอกบอกไม่ต้องเพราะมันราคาแค่ 5 หยวนเอง) หรือจ้างนางเอกมาขับรถ (ทั้งๆ ที่พี่ก็เมารถที่นางเอกขับมาก แต่ก็ยังสู้ 55) เพื่อจะหาข้ออ้างพาเขาไปเที่ยว แล้วให้ลูกน้องที่บริษัทมาแกล้งแสดงเป็นเพื่อนตัวเอง 55 ...ไปๆ มาๆ นางเอกก็เริ่มชอบพระเอก เพราะในสายตาเธอ...พระเอกคือคนที่อ่อนโยนและอบอุ่นมากกก หารู้ไม่ว่าความจริงแล้วพระเอกเป็นคนนิ่งๆ ไม่ค่อยพูดและเย็นชามาก ความอบอุ่นนี้มีไว้สำหรับนางเอกเพียงคนเดียวเท่านั้นแหละ...ส่วนพระเอกก็นึกว่าตนชอบนางเอกแบบที่แฟนคลับชอบไอดอล มาเอะๆ ใจก็ตอนที่เห็นนางเอกอยู่กับพระรอง และตอนที่นางเอกไลฟ์สดแล้วพูดชื่นชมอาหารที่พระรองทำ 55

เนื้อเรื่องเบาๆ สบายๆ ไม่ซับซ้อน ย่อยง่าย ไม่ต้องคิดเยอะ รู้สึกว่าบางทีเราก็ต้องอ่านอะไรแบบนี้บ้างเพื่อฮีลตัวเองอะ 55...นางเอกเป็นคนใสซื่อโก๊ะๆ ความรู้สึกช้า มองโลกในแง่ดีแต่ก็กลัวความโดดเดี่ยว เพราะมีอดีตที่แสนเศร้า แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังยิ้มได้และสามารถทำให้คนที่อยู่รอบๆ ข้างยิ้มตามไปด้วยอีกต่างหาก... พล็อตเรียบง่ายเรื่อยๆ แต่อบอุ่นหัวใจดี มีดราม่าเรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อย คือเรื่องที่นางเอกคิดว่าพระเอกมีแฟนแล้วเลยพยายามตัดใจ กับตอนที่นางเอกถูกคนใส่ร้ายทางอินเทอร์เน็ตและกำลังดิ่ง แต่จู่ๆ พระเอกกลับหายไปติดต่อไม่ได้ นางเอกเลยยิ่งเสียใจรู้สึกโดดเดี่ยว คิดว่าพระเอกคงไม่ได้ชอบตัวเองจริง พอพระเอกมารู้ทีหลังก็รีบทิ้งงาน ไม่หลับไม่นอนรีบและรีบกลับมาตามหาคน...เกือบทำให้นางเอกปิดประตูหัวใจใส่แล้วไหมล่ะ 55

หลังจากนั้นพี่แกก็แอบไปตามสืบหาคนที่ปล่อยข่าวใส่ร้ายจนเจอ พร้อมจัดการแก้ข่าวให้นางเอกเสร็จสรรพ แถมยังเริ่มหัดทำอาหารไปส่งให้นางเอกด้วยเพราะไม่อยากให้กินอาหารของพระรองบ่อย 55 ... ส่วนพระรองพอรู้ว่าเขารักกันก็ยินดี และเป็นฝ่ายถอยออกมาเองเงียบๆ ไม่ทำให้ใครอึดอัดลำบากใจ..

ป.ล.พระรองงานดีนะแต่ช้าไปหน่อย (มากกกเลยแหละ) เลยต้องกินแห้วไปตามระเบียบ ความจริงมีโอกาสตั้งหลายที แถมได้เจอกับนางเอกมาก่อนพระเอกตั้งนาน แต่พี่ดันไม่สารภาพตรงๆ ใจเย็นมาก พูดไม่เก่งอีกต่างหาก เลยใช้การกระทำอ้อมๆ เพื่อแสดงความรู้สึก แล้วคนโก๊ะๆ ความรู้สึกช้าอย่างนางเอกจะไปเข้าใจได้ยังไง แต่ดีที่พระรองก็มีเล่มแยกของตัวเองในเรื่อง รักนี้มีเชฟมาเสิร์ฟ ได้เป็นพระเอกละ ไม่ต้องแห้วแล้วนะทีนี้...อิอิ

ป.ล.ถึงพระเอกจะไม่ได้เป็นเชฟขนมตามที่ฝัน แต่สุดท้ายพี่ก็มีความสุขเพราะได้ทำขนมให้คนที่รักหรือนางเอกกินทุกวันแทน ...อิอิ 


📍แฟนคลับคนนี้มีรักมาฝาก ➡️ https://s.shopee.co.th/9KbSRifYPO



วันพุธที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

ผมอยากหลบหนี

 

ผมอยากหลบหนี (เล่มเดียวจบ)
ผู้แต่ง : 
หลินเพ่ย
ผู้แปล : 
ซิ่งหลัน
สำนักพิมพ์  
Narikasaii Publishing

ความรู้สึกหลังอ่านจบ (อาจมีสปอยล์)

นายเอก เซียวเหยียนจี้หรือเซียวเหรินอวี้ หนุ่มลูกครึ่งไทยเชื้อสายจีน
มีปมเรื่องชาติกำเนิดเพราะแม่เป็นภรรยาน้อย พอแม่ตายนายเอกเลยหนีไปเรียนต่อที่ไต้หวันตัดขาดจากครอบครัวที่ไทย ในขณะที่กำลังเรียนมหาลัยด้วยความหน้าตาดี จึงทำให้ไปต้องตาพระเอกเข้า

พระเอก ฉินจวิน ทายาทผู้สืบทอดตระกูลฉิน เป็นคนโมโหง่ายอารมณ์ร้อน เป็นคุณชายเอาแต่ใจ แต่ในโลกธุรกิจคือสุภาพ คุยเก่ง วางตัวเป็น เพราะต้องรักษาภาพลักษณ์ พระเอกถูกใจนายเอกตั้งแต่วันแรกที่ได้เจอหน้า สืบจนรู้ว่านายเอกเรียนคณะอะไร ชอบไปอ่านหนังสือที่ไหน แล้วก็ตามไปดู พอนายเอกรู้ตัวพระเอกก็ชิงสารภาพ และก็ถูกปฏิเสธ
เพราะนายเอกไม่ได้ชอบผู้ชาย แต่พระเอกก็ไม่สน ใช้กำลังบีบบังคับจนได้นายเอกมาครอบครอง ทำให้นายเอกเกิดเงามืดในใจ แล้วหลังจากนั้นพี่แกก็กักขังนายเอกไว้ให้อยู่ข้างตัว กลายเป็นนกน้อยในกรงทองอย่างสมบูรณ์..

ทว่าวันหนึ่งพระเอกก็ต้องแต่งงานเพื่อผลประโยชน์ของตระกูล แต่ก่อนแต่งก็มาบอกนายเอกก่อนนะ เห็นนายเอกเงียบๆ ไม่ว่าอะไรก็แอบเสียใจอยู่เหมือนกัน เพราะอยากให้เขาหึง (หารู้ไม่ว่าจริงๆ นายเอกกำลังวางแผนหนีจากตัวเองมาตลอด) ต่อมาพอพระเอกไปฮันนีมูน นายเอกเลยวางแผนหนีกลับไทย คิดว่าอีกฝ่ายคงตามไม่เจอ เพราะพระเอกไม่รู้ว่าจริงๆ นายเอกยังมีครอบครัวอยู่ที่ไทย คิดว่านายเอกเป็นกำพร้าไม่มีญาติที่ไหนมาตลอด พอกลับมาไทยนายเอกก็ได้เจอพี่ชายที่เป็นประธานบริษัทตระกูลเซียว พี่ชายพอได้เจอนายเอกก็ดีใจมากกก จนเราเกือบหลงคิดว่าพี่ชายคิดอะไรกับนายเอกเกินคำว่าพี่น้องอ๊ะป่าว แต่พออ่านๆ ไปไม่ใช่เลย พี่ชายนี่อยากใกล้ชิดสนิทสนมกับน้องมาตั้งแต่เด็กแล้ว แต่ติดที่แม่ตัวเองไม่ชอบ พอโตมาได้เป็นผู้นำตระกูลเลยเปย์+ใส่ใจน้องได้เต็มที่ตามที่ใจต้องการละทีนี้

นายเอกจึงไปทำงานที่บริษัทของครอบครัวตามที่พี่ขอ ทำให้สภาพจิตใจค่อยๆ ดีขึ้น แต่ก็เหมือนยังขาดอะไรบางอย่าง ที่นายเอกก็หาคำตอบไม่ได้เหมือนกัน...หลังผ่านไป 1 ปี บริษัทบ้านนายเอกก็ได้ดีลธุรกิจกับบริษัทหนึ่งในไต้หวัน นายเอกซึ่งเป็นคนเดียวที่พูดจีนได้จึงถูกเรียกตัวให้มาช่วยพูดเจรจา แต่พอได้ยินว่าเป็นบริษัทจากไต้หวันนายเอกก็ไม่อยากยุ่งแล้ว กลัวเจอแจ็กพ็อต แต่พอได้ยินว่าเจ้าของแซ่เฉินไม่ใช่แซ่ฉินก็เลยยอมมา แต่ที่ไหนได้คนที่ฟังดันฟังมาผิด แจ็กพ็อตแตก...สุดท้ายก็ต้องเจอกับพระเอกอีกครั้งจนได้

ตอนที่สนพ.ลงตัวอย่างให้อ่าน เราก็นึกว่าเนื้อเรื่องคงหน่วงหนักมากแน่ๆ เพราะแค่บทแรกๆ ก็เจอทั้งกักขังหน่วงเหนี่ยว ทำร้ายจิตใจ ทำร้ายร่างกาย แบบนึกไม่ออกเลยว่าจะให้ลงเอยกันได้ยังไง เพราะพระเอกแบบโคตรแย่อะ แต่กลายเป็นว่าก็มีแค่ตอนต้นๆ เท่านั้นที่หนัก เพราะพอได้กลับมาเจอกันหลังจากผ่านไป 1 ปี ทั้งสองคนก็เปลี่ยนไป นายเอกได้ทบทวนอะไรหลายๆ อย่าง และที่สำคัญคือมีความกล้ามากขึ้น เพราะมีพี่ชายหนุนหลังคอยเป็นที่พึ่งพิง จึงทำให้อุ่นใจ ไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไรตนก็ยังมีสถานที่ให้กลับ มีพี่ชายคอยปกป้อง ส่วนพระเอกก็ทำตัวดีขึ้น จากที่เคยเอาแต่ใจชอบบังคับก็เริ่มเปลี่ยน แต่ตอนแรกพี่แกยังเข้าใจผิดคิดว่าที่นายเอกหนีไปเป็นเพราะเรื่องแต่งงาน พอมารู้ว่าความจริงนายเอกคิดหนีมาตลอดตั้งแต่วันแรกที่ถูกบังคับ พระเอกก็ช็อก ไม่เคยรู้เลย นึกว่าเขาก็ต้องชอบตัวเองบ้างแหละ ที่ไหนได้เขาไม่เคยคิดแบบนั้นเลยจ้า...สะอึกเลยสิทีนี้

แต่พี่แกก็ไม่ยอมแพ้นะ พยายามตื๊อเกลี้ยกล่อมจะให้นายเอกกลับไต้หวันไปกับตนให้ได้ พยายามควบคุมอารมณ์อธิบายเรื่องทุกอย่างบลาๆ แต่นายเอกก็ไม่สน ไม่กลับ..จนมีวันหนึ่งพระเอกสติหลุด หึงนายเอกกับพี่ชายจนหน้ามืดพยายามจะใช้กำลังอีกแว้วว แต่พอเห็นนายเอกตัวสั่นก็หยุด ไม่คิดว่าเขาจะกลัวมากขนาดนี้
นายเอกก็เหมือนถูกสะกิดเงามืดในใจขึ้นมา เลยรีบกลับบ้านไปเก็บของคิดจะหนี แต่ดีที่พี่ชายมาทัน นายเอกเลยระเบิดระบายความในใจ เล่าสิ่งที่พระเอกเคยทำกับตัวเองให้พี่ฟัง พี่ก็เลยไปซัดพระเอกซะหมอบ ไปๆ มาๆ นายเอกเลยเหมือนได้ปลดล็อค ปล่อยวาง หายแค้นพระเอกไปซะอย่างนั้น

ช่วงที่สองจะเป็นตอนที่กลับมาอยู่ด้วยกัน พระเอกใช้เรื่องสินค้ามีปัญหาทำให้นายเอกต้องบินมาที่ไต้หวัน แต่รอบนี้นายเอกไม่กลัวพระเอกแล้ว แต่กลายเป็นพระเอกที่กลัวแทน และกลายเป็นโรคหวาดระแวงกลัวว่าคนรักจะหนีหายไป....

ส่วนช่วงที่สามจะเล่าในมุมของพระเอก ตั้งแต่ตอนที่เจอหน้านายเอกครั้งแรกจนถึงวันที่หนี หลังจากที่นายเอกหนีไป พระเอกก็เลิกฮันนีมูนแล้วรีบบินกลับมาตามหาคนทันที พอหาไม่เจอก็เปลี่ยนเป็นคนละคน กลายเป็นคนอารมณ์ร้อนฉุนเฉียวง่าย เริ่มเศร้าซึม กระทั่งขอหย่ากับภรรยาที่เพิ่งแต่งงานได้เพียง 3 เดือน ถึงจะต้องเป็นปรปักษ์กับบ้านภรรยา
หรือโดนตัดออกจากตระกูลก็ยอม ไม่สนทรัพย์สินเงินทองหรือชื่อเสียงอะไรแล้ว 
เพียงแค่อยากได้นายเอกคืนมาเท่านั้น....

ป.ล. แบ็คกราวส่วนใหญ่ของเรื่องจะอยู่ที่ประเทศไทย อาหารไทย สถานที่เที่ยวในกรุงเทพ เพราะนายเอกมีเชื้อสายไทย แถมยังพูดไทยได้คล่องปรื๋อ


📍ผมอยากหลบหนี ➡️ https://s.shopee.co.th/70DG9l2EhZ



วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2565

สะพานรักสีน้ำเงิน 2 เล่มจบ

 

สะพานรักสีน้ำเงิน 2 เล่มจบ 
ผู้แต่ง : เผิงไหลเค่อ
ผู้แปล : พิรุณเดือนสารท
สำนักพิมพ์ แจ่มใส

ความรู้สึกหลังอ่านจบ (อาจมีสปอยล์)

นางเอก จ้าวหนานเซียว เป็นสาวสวยแสนฉลาด สุขุม โตเกินวัย โตกว่าพระเอกหนึ่งปี มีความใฝ่ฝันว่าจะเป็นนักออกแบบสะพานเหมือนอย่างพ่อกับตามาตั้งแต่เด็ก ส่วนพระเอก สวีซู่ หนุ่มหล่อบ้านรวย แต่กลับมีนิสัยอารมณ์ร้อนเหมือนม้าพยศ 
สมัยเด็กพระเอกเกเรมากกก แม้จะเป็นคนหัวดีแต่ก็ไม่สนใจการเรียนเลย ชอบทำตัวเป็นขบถให้พ่อต้องปวดหัว พ่อกับแม่ของพระเอกหย่ากันตั้งแต่เด็ก พระเอกไปอยู่กับแม่ที่เมืองนอก แต่พอแม่แต่งงานใหม่+มีลูกใหม่ พ่อพระเอกจึงไปพาพระเอกกลับมาเลี้ยงดูเอง ต่อจากนั้นพ่อก็หาครูสอนพิเศษมาให้เพราะกะจะให้ลูกเข้าเรียนตามระบบการศึกษาที่จีน ทว่าครูที่มาสอนกลับไม่มีใครอยู่ได้นาน สุดท้ายพ่อพระเอกจึงต้องไปขอร้องเพื่อน หรือก็คือพ่อของนางเอก ขอให้ลูกสาวเพื่อนมา
ช่วยสอนพิเศษให้ลูกตนหน่อย..

แต่แค่วันแรกที่มาถึง นอกจากทรงผมโมฮอว์กสีทองบาดตากับสไตล์การแต่งตัวที่ทำให้คนต้องสตั๊นแล้ว ปากของพระเอกก็ยังแจ๋วไม่แพ้กัน ถึงขนาดทำให้นางเอกผู้สุขุมเยือกเย็นต้องน้ำตาตกในแอบไปร้องไห้อยู่คนเดียว จนเกือบจะถอดใจเลิกสอนไปเลย
" ไม่ใช่ว่าสอนพิเศษเหรอ สอนของเธอไป อย่ามาทำเป็นจิตแพทย์ ปากมาก! ...."

พอเจอกันครั้งที่ 2 นางเอกเลยบอกไปว่า...ถ้าไม่อยากมาเรียนก็ให้ไปบอกพ่อตัวเองดิ่ จะมาทำแบบนี้ทำไม บลาๆ...แล้ววันหนึ่งนางเอกก็ได้รู้ว่าพระเอกแอบโดดเรียนไปแข่งมอเตอร์ไซค์นี่เอง ต่อมาก็มีจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่คือเรื่องที่พ่อนางเอกเสีย จึงทำให้นางเอกที่เคยร่าเริงชอบทำกิจกรรม กลายเป็นคนเงียบๆ ไม่ชอบสุงสิงกับใคร และเลิกมีส่วนร่วมในกิจกรรรมของโรงเรียน ...ส่วนพระเอกก็ไถผมทรงโมฮอว์กทิ้ง หันกลับมาตั้งใจเรียนใหม่ จนสามารถสอบข้ามชั้นไปเรียนชั้น ม.ปลายที่โรงเรียนเดียวกับนางเอกและอยู่ห้องเดียวกันด้วย ทว่าถึงจะได้อยู่ห้องเดียวกัน แต่พระเอกก็ทำได้เพียงแอบมองอยู่ข้างหลังเงียบๆ เท่านั้น
กระทั่งใกล้จบม.ปลาย ต้องเตรียมตัวสอบเข้ามหาลัย พระ-นางถึงได้เริ่มกลับมาคุยกันใหม่
 ...แต่ความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ ดีขึ้นก็ต้องมาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง เมื่อนางเอกถูกรุ่นพี่ที่ตนเองชื่นชมสารภาพรักและมัดมือชกขอเป็นแฟนตั้งแต่วันแรกที่เข้ามหาวิทยาลัย...

ผลงานของท่านเผิงไหลเค่อ เป็นแนวปัจจุบันไม่ใช่โบราณ แต่นางเอกใจแข็งเหมือนกันเลย
ทั้งใจแข็ง ทั้งความรู้สึกช้า ส่วนพระเอกตอนเด็กๆ ก็ปากร้ายน่าตบกะโหลก 
แอบชอบเขาตั้งแต่ตอนอายุ 14 แล้ว แต่ตอนนั้นยังเกรียนปากไม่ค่อยดีอยู่ (แล้วใครจะชอบ) ส่วนนางเอกก็ไม่รู้ว่าตัวเองชอบพระเอกมาตลอด คิดว่าเขาเป็นเหมือนน้องชาย แถมยังบอกให้พระเอกเรียกตัวเองว่าพี่เสี่ยวหนานอีก แต่พระเอกก็ไม่เคยเรียก ก็คนเขาอยากเป็นแฟนไม่ได้อยากเป็นน้องอะ55 

พอนางเอกถูกรุ่นพี่สารภาพรัก พระเอกก็กลับไปทำตัวเหมือนเดิม ไปแข่งรถ เล่นดนตรี
ไม่ยอมเข้าเรียน จนนางเอกต้องไปตาม แล้วก็ได้เห็นภาพที่พระเอกกำลังถูกผู้หญิงนัวเนีย หลังจากนั้นนางเอกเลยตกลงคบกับรุ่นพี่...
ซึ่งจริงๆ ก่อนหน้านั้นนางเอกยังไม่ได้ตกลงคบนะ เคยมาปรึกษาพระเอกเรื่องที่ถูกรุ่นพี่สารภาพรักแบบมัดมือชกด้วย...แต่พระเอกคือหึงไม่ฟัง สติแตก เอาแต่ไล่ให้เขาไปคบกันอย่างเดียว ... " ไสหัวไป ไปมีความรักกับหวานใจวัยเด็กของเธอเถอะ เลิกแสดงได้แล้ว! "

ต่อมาก็มีเรื่องที่ทำให้นางเอกกับรุ่นพี่ต้องเลิกกันก่อนวันแต่งงานแค่วันเดียว ...หลังจากนั้นพระเอกก็ไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ ส่วนนางเอกก็ทำงานเป็นนักออกแบบสะพานในสถาบันมีชื่อ จนกระทั่งผ่านไป 4 ปี ทั้งสองคนก็ได้กลับมาพบกันใหม่ ในฐานะนักออกแบบสะพานกับวิศวกรแล้วก็ได้ทำงานร่วมกัน 

เราชอบตอนที่พระเอกตามจีบนางเอกนะ ถึงนางเอกจะเย็นชายังไง พระเอกก็หน้าหนาพร้อมสู้ เธอแข็งฉันอ่อน ค่อยๆ กะเทาะเปลือกของนางเอกออกไปทีละนิด เป็นฝ่ายยอมลงให้ก่อนตลอด กลัวนางเอกโกรธแล้วเดี๋ยวจะถูกเมิน55 ตอนตกลงเป็นแฟนพระเอกก็มัดมือชก (ไม่งั้นคงไม่ได้คบสักที) คือหลังจากที่สารภาพรัก พระเอกก็ขอว่าถ้าจะปฏิเสธก็ให้เคาะผนัง 1 ที ถ้าตกลงคบกันให้เคาะ 2 ที เพราะตอนนั้นพระ-นางทำงานอยู่ที่เดียวกัน พักห้องติดกัน (จริงๆ คือพระเอกไปขอเปลี่ยนกับคนอื่น เพื่อจะได้อยู่ข้างห้องนางเอก 55) แต่นางเอกก็ลังเลไม่เคาะสักทีเพราะยังไม่รู้ใจตัวเอง ตอนที่พระเอกสารภาพรักก็บอกว่าคิดเหมือนน้อง กำลังจะปฏิเสธ แต่พระเอกยั้งเอาไว้ ขอให้เอาไปพิจารณาก่อน อย่าเพิ่งรีบตอบ เพราะตัวเองใจบาง ถ้าถูกปฏิเสธตอนนี้อาจจะกลับไปทำตัวเหลวแหลกเหมือนเมื่อก่อนได้ 55

นอกจากเรื่องรักๆ ของพระ-นาง ก็ยังมีเรื่องการสร้างสะพานหรืออาชีพการงานของทั้งสองคน รวมถึงเรื่องในครอบครัวด้วย อ่านเรื่องนี้แล้วได้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องการสร้างสะพานเยอะมาก จัดเต็ม นักเขียนค้นคว้าหาข้อมูลมาดีมาก เพิ่งได้รู้เรื่องขั้นตอนการสร้างสะพานก็จากเรื่องนี้แหละ ไม่ง่ายเลยนะกว่าจะมาเป็นสะพานให้เราใช้เนี่ย ..ต้องมีการออกแบบให้เหมาะสมกับสภาพทางธรณีตรงจุดนั้น ต้องคำนึงถึงแรงลมและภัยธรรมชาติที่อาจจะเกิด แบบเยอะมาก ต้องพิจารณาหลายสิ่งหลายอย่าง ยังไม่รวมถึงปัจจัยอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างการสร้างหรือหลังจากนั้นอีกนะ ... ซึ่งเนื้อหาในเรื่องก็จะเกี่ยวกับสะพานซะครึ่งพอๆ กับเรื่องรักเลย บางท่านอาจจะเบื่อตรงจุดนี้ได้ แต่เราโอเคนะ รู้สึกว่าเขาเขียนได้กลมกลืนกับเรื่องรักดี (ยังไหว 55)

ช่วงเล่ม 2 มีปัญหาตรงเรื่องแม่นางเอกนิดหน่อย (ความจริงก็ไม่ค่อยหน่อยนะ) คือหลังจากที่พระ-นางตกลงคบกัน เราก็นึกว่าจะหมดเรื่องแล้ว แต่กลายเป็นว่ามามีปัญหาที่แม่นางเอกแทน...เพราะแม่หวังดีไม่อยากให้นางเอกมีชีวิตเหมือนตัวเอง ที่สามีต้องทำงานข้างนอกตลอดไม่ค่อยได้อยู่บ้าน แล้วสุดท้ายก็จากไปก่อนวัยอันควรเพราะอุบัติเหตุ แม่ก็เลยกลัวพระเอกจะเป็นแบบนั้น (เพราะทำงานแบบเดียวกัน) พระเอกพยายามอธิบายยังไงแม่ก็ไม่สน ยื่นคำขาดให้เปลี่ยนงานลูกเดียว ไม่งั้นก็ไม่ให้แต่ง ...พระเอกเลยเครียดซึมๆ ไป นางเอกถามก็ไม่ยอมบอก ดีที่นางเอกมารู้เรื่องก่อนเลยไม่ยอม ไฟท์กับแม่ไปรอบหนึ่ง สนับสนุนให้พระเอกทำงานที่ชอบ ท้ายที่สุดพระเอกเลยไปคุยกับแม่ใหม่ บอกเหตุผลว่าทำไมตนได้ถึงมาทำงานด้านนี้...พอผ่านไปสักพักแม่ก็คิดได้ เลิกคัดค้าน แฮปปี้กันทุกฝ่าย

แต่ก่อนหน้าแม่แอบน่ากลัวอะ (หลังจากที่บอกให้พระเอกเปลี่ยนงาน พอมาเจอหน้าพระเอกแล้วยิ้มให้ ทำเหมือนไม่มีอะไร เราก็รู้สึกกับคุณแม่ไม่ค่อยเหมือนเดิมอีกต่อไป 55 ) คือตอนอ่านก็แอบคิดนะว่าแม่น่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับสภาพจิตตั้งแต่ที่พ่อนางเอกเสียแล้ว ถึงได้บังคับนางเอกตั้งแต่เรื่องเลือกคณะที่จะเรียนต่อ เรื่องหน้าที่การงาน การทำงานนอกสถานที่ บังคับให้นางเอกเปลี่ยนงาน แต่เหมือนรู้ว่าคงบังคับลูกตัวเองไม่ได้แล้วเลยหันมาที่พระเอก (ที่กำลังจะเป็นเขย) แทนมั้ง ดีที่นางเอกก็ไม่ได้คล้อยตามทุกอย่าง อะไรที่ควรขัดนางก็ขัด ไม่ได้เชื่อฟังไปซะหมด ..เหมือนที่พระเอกว่า...บางทีการเชื่อฟังก็ไม่ใช่การเคารพที่สูงที่สุด


📍สะพานรักสีน้ำเงิน 2 เล่มจบ ➡️ https://s.shopee.co.th/1LY0qQW0GC



 

วันจันทร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2565

ชายาแม่ทัพหยามไม่ได้ 2 เล่มจบ

ชายาแม่ทัพหยามไม่ได้ 2 เล่มจบ 
ผู้แต่ง : ฉางโกวลั่วเยวี่ย
ผู้แปล : Singin in the rain
สำนักพิมพ์ แจ่มใส

ความรู้สึกหลังอ่านจบ (อาจมีสปอยล์)

เนี่ยชิงหลวน หญิงสาวยุคปัจจุบันที่วิญญาณทะลุมิติมาอยู่ในร่างของบุตรสาวซิ่นหยางโหวกับภรรยาเอกคนที่สอง ซึ่งเดิมเจ้าของร่างนี้มีพี่สาวต่างแม่อยู่หนึ่งคน แถมพี่สาวคนนี้หรือ เนี่ยหยวนหวา ก็ยังเกลียดชังน้องสาวคนละแม่อย่างนางมากกก วันๆ คอยจ้องแต่จะหาทางสังหารนางแทบทุกเวลา ส่วนสาเหตุหรือต้นเหตุนั้นก็มาจากแม่ของนางเอก (เจ้าของร่างเดิม) ที่ไปเป็นมือที่สามแอบมีความสัมพันธ์กับซิ่นหยางโหว(พ่อนางเอก) จนทำให้เมียเก่าเขา(ที่ไม่ผิดอะไร) โกรธจนต้องตรอมใจตาย

พอตายได้ไม่นาน อิพ่อก็แต่งแม่นางเอกเข้ามาเป็นเมียเอกทันที (เพราะนางตั้งครรภ์แล้ว) มิหนำซ้ำตอนที่เจ้าของร่างเดิมป่วยเป็นโรคฝีดาษ ก็ยังพลอยทำให้ลูกชายเมียเก่าเขาติดโรคนี้ไปด้วย ผลสุดท้ายลูกชายเมียเก่าตาย แต่คนที่ติดคนแรกดันรอด เพราะมีนางเอกมาเข้าร่างพอดี เมื่อเป็นแบบนี้เนี่ยหยวนหวาก็เลยยิ่งโกรธแค้นนางเอก (ที่ไม่รู้เรื่องแต่ต้องรับเคราะห์ เพราะดันมาเข้าร่างนี้) สุดๆ...

พระเอก จั่วหลิง เป็นแม่ทัพคอยต้านชาวหูอยู่ที่เมืองหล่ง ปู่ของพระเอกเคยเป็นแม่ทัพที่ช่วยฮ่องเต้องค์แรกบุกเบิกแผ่นดิน แต่ก็นั่นแหละด้วยความที่เก่งกาจมีอำนาจและมีกำลังทหารมาก สุดท้ายฮ่องเต้คนต่อมาก็ไม่ชอบใจ+หวาดระแวงคิดอยากจะกำจัด เริ่มจากถอดยศอ๋อง บีบให้ส่งมอบกำลังพลคืน สั่งให้พ่อพระเอกกลับบ้านเดิม และค่อยๆ โยกย้ายกำจัดคนสนิทของตระกูลจั่วทิ้ง แต่พอชาวหูมารุกรานแล้วไม่มีใครให้ใช้งาน ไม่มีแม่ทัพที่สามารถปราบชาวหูได้ ฮ่องเต้ก็ถึงได้เรียกให้คนตระกูลจั่วกลับมาทำหน้าที่นี้อีกครั้ง...ทว่าพอพระเอกรบชนะได้ชัยมาก็เข้าอีหรอบเดิม ฮ่องเต้ก็ระแวงอยากจะกำจัดทิ้งอีก ...มีคำสั่งให้พระเอกยกทัพไปทำลายชาวหูให้สิ้นซาก แต่พระเอกไม่ทำ เพราะรู้ว่าถ้าทำแบบนั้นจริงผลสุดท้ายตัวเองก็ต้องตายเหมือนกัน...

พระ-นางได้สมรสพระราชทานจากฮ่องเต้เลยต้องจำใจแต่งงานกัน พระเอกไม่ได้ให้ค่าไม่สนใจการแต่งงานนี้เลย ทำพิธีลวกๆ เสร็จแล้วก็ไปรบต่อทันที ทิ้งให้นางเอกอยู่เฝ้าห้องหอคนเดียวตั้งแต่คืนแรก แต่นางเอกก็ไม่แคร์ สบายๆ ดีซะอีกที่สุดท้ายก็ได้อยู่ห่างจากพี่สาว ไม่ต้องประสาทแดกคอยมานั่งหาวิธีรับมือกับพี่สาวทุกวัน ...

เป็นเรื่องของฉางโกวลั่วเยวี่ยที่มาแหวกผิดจากเรื่องก่อนๆ หน้าที่เคยอ่าน เนื้อเรื่องค่อนข้างเบา เหมาะกับคนที่ชอบอะไรเบาๆ ไม่หนัก สบายๆ ไม่ต้องคิดเยอะ แต่มีจุดเด่นที่เหมือนกันคือ...นางเอกเป็นวิญญาณที่ทะลุมิติมา (จริงๆ ของท่านนี้ที่ออกมา 4 เรื่อง ถ้าไม่ใช่วิญญาณคนอื่นมาสิงร่าง ก็ต้องเป็นเจ้าของร่างเดิมย้อนกลับมาสิงร่างตัวเองใหม่ล่ะนะ) ส่วนพระเอกก็โคตรรรคลั่งรัก ขี้หึงขี้หวง โดยเฉพาะพระเอกเรื่องนี้เข้าชมรมคนกลัวเมียไปเรียบร้อย..แต่เรื่องนี้มาแนวขายขำขายความฮา ผิดจากเรื่องก่อนๆ ที่ต้องมีมาม่าๆ พระเอกก็จะจิตๆ หน่อย ... แต่บางทีถ้านางเอกได้เข้าไปอยู่ร่างคนพี่ เรื่องมันก็อาจจะเปลี่ยนกลายไปเป็นอีกแบบแทนก็ได้นะ อาจจะกลายเป็นแนวดราม่าแก้แค้น แบบคนละอารมณ์ไปเลยก็ได้ 55...

นางเอกเป็นพระชายาที่ไม่ค่อยเหมือนพระชายาทั่วไปเท่าไร นิสัยออกซนๆ เป็นคาราเต้ ทั้งยังเข้าครัวลงมือทำอาหารกินเองได้ นอกจากจะทำให้ตัวเองกับพระเอกกินแล้ว ก็ยังทำเผื่อสาวใช้และลูกน้องคนสนิทของสามีด้วย สาวใช้ของนางก็เลยไม่ค่อยเหมือนสาวใช้ แต่เป็นเหมือนเพื่อนเหมือนพี่น้องมากกว่า  เพราะวันดีคืนดีก็สามารถนั่งกินข้าวร่วมโต๊ะกับนางเอกผู้เป็นนายได้เลย 55 (ด้วยความที่มาจากยุคปัจจุบันอะเนาะ นางเลยไม่ถือ อ่านเอาฮาอย่าไปคิดมาก55) ..

ช่วงเล่มแรกถึงกลางเล่ม 2 ก็เป็นเรื่องของพระ-นางตอนที่อยู่ในเมืองหล่งซะส่วนใหญ่ มีเรื่องการทำอาหารของนางเอกที่เล่นซะหิว จนนึกว่าจะเปลี่ยนเป็นนิยายแนวขายอาหารปลูกผักแทนซะแล้ว 55 ( มีการทำเตาปิ้งย่างด้วยนะเออ55 ) แล้วก็มีเรื่องศึกสงครามกับชาวหูเข้ามาเป็นพักๆ ...แต่พอช่วงกลางเล่ม 2 พระเอกก็ถูกฮ่องเต้เรียกให้กลับเมืองหลวงไปร่วมงานวันเกิดย่า ส่วนนางเอกก็ได้รับจดหมายจากพี่สาวส่งมาขู่ว่าแม่หล่อนอยู่ในกำมือฉันแล้วนะยะ..พระ-นางจึงตัดสินใจกลับเมืองหลวงกัน ไปแบบทั้งๆ ที่รู้ว่าคงไม่มีเรื่องอะไรดีๆ รออยู่หรอก..และสุดท้ายพระเอกก็เจอบีบจนต้องลุกขึ้นมาก่อกบฏ ..

แต่อันนี้เราว่าพระเอกก็น่าเห็นใจนะ คือถ้าไม่ทำพวกตัวเองก็ต้องตาย ทั้งๆ ที่ตระกูลตัวเองก็เสียเลือดเสียเนื้อไปมากมายเพื่อแผ่นดินและคนสกุลหลี่ แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นความหวาดระแวงและความตาย แล้วต่อให้เลือกสนับสนุนองค์ชายองค์อื่นๆ ขึ้นเป็นฮ่องเต้ พระเอกก็คงมีอำนาจอยู่ได้ไม่นาน ยังไงก็ต้องถูกหวาดระแวงและกำจัดเหมือนเดิมอยู่ดี ..สุดท้ายเลยต้องก่อกบฏยึดอำนาจมาเป็นของตัวเองเท่านั้น ถึงจะได้มีชีวิตที่ปลอดภัยสงบสุขและสามารถปกป้องครอบครัวตัวเองได้

ส่วนนางเอกที่ยอมกลับมาเมืองหลวงด้วยก็เพราะเป็นห่วงพระเอก ไม่ได้สนใจเรื่องแม่ที่พี่สาวขู่หรอก เพราะความจริงนางก็เห็นใจเรื่องที่เกิดขึ้นกับชีวิตของพี่สาวมาตลอด ไม่ได้ชอบหรือเห็นด้วยกับสิ่งที่พ่อแม่เจ้าของร่างนี้ทำ ถึงทั้งสองคนจะปฏิบัติกับนางเอกเป็นอย่างดี แต่ลึกๆ นางก็ยังตะขิดตะขวงใจ ไม่ค่อยชอบ จึงไม่ไปสนิทสนมด้วย ดังนั้นหากพี่สาวจะทำอะไรพ่อกับแม่ของร่างนี้ นางเอกก็จะไม่เข้าไปยุ่ง แต่ถ้ามาทำอะไรนาง นางก็ต้องปกป้องตัวเองแหละนะ (ใครจะไปอยู่เฉยๆ ให้ฆ่าแกงล่ะ)...

คือถ้าจะโทษก็ต้องโทษที่นางดันเข้ามาอยู่ร่างนี้ เลยทำให้ติดร่างแหถูกพี่สาวหมายหัวแก้แค้นไปด้วย.. พี่สาวก็ถูกความแค้นครอบงำจนยอมทิ้งคนรักเก่าไปแต่งกับรัชทายาทเพื่อหวังจะได้เป็นฮองเฮา จะได้มีอำนาจในมืออย่างแท้จริง พอมีอำนาจก็จะได้จัดการกับคนที่ทำให้นางต้องทุกข์ทรมานแบบนี้ แต่คนรักเก่าของพี่สาวก็ดี คอยคิดหาทางทำให้พี่สาวละทิ้งความแค้นอยู่ตลอด เป็นคนแอบประสานงานคอยช่วยฝั่งพระเอก และสร้างบุญคุณเพื่อต่อรองขอให้พระ-นางละเว้นชีวิตพี่สาวด้วย...นี่ก็ดี๊ดี


📍ชายาแม่ทัพหยามไม่ได้ 2 เล่มจบ ➡️ https://s.shopee.co.th/12dIw6Xlk




วันอาทิตย์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2565

ข้านี่แหละ!!! ศิษย์หญิงแห่งสำนักศึกษาหลวง 2 เล่มจบ

ข้านี่แหละ!!! ศิษย์หญิงแห่งสำนักศึกษาหลวง 2 เล่มจบ 
ผู้แต่ง : 
Hua Qian Ci
ผู้แปล : เหมยสี่ฤดู
สำนักพิมพ์ Happy Banana

โลกใบนี้มีคนผู้หนึ่ง ไม่เพียงรักเจ้า
แต่ยังเข้าใจเจ้า    รู้ความกังวลของเจ้า
เข้าใจความลำบากใจของเจ้า    หากเจ้าเลือกเดินทางไกล
เขาจะไม่มีทางเป็นตัวถ่วงเจ้า
แต่จะร่วมฝ่าพายุฝนไปกับเจ้าโดยไม่ทอดทิ้ง
จะมีเรื่องใดน่ายินดีไปกว่านี้อีกเล่า ....

ความรู้สึกหลังอ่านจบ (อาจมีสปอยล์)

ซังฉี บุตรสาวคนเล็กของ ซังเวย ต้าซือหม่าหรือแม่ทัพใหญ่ที่ยอมลดอำนาจและเด็ดปีกตัวเองลง เพื่อแลกกับความสงบสุขและปลอดภัยในชีวิตของบุตรสาวที่เหลือเพียงคนเดียว
ด้วยเหตุผลบางอย่างจึงทำให้นางเอกต้องการเข้าไปเรียนในสำนักศึกษาหลวง
เมื่อคนเป็นพ่อรู้ จึงบากหน้าเข้าวังไปรบเร้าอ้อนวอนฮ่องเต้เพื่อให้บุตรสาวสมหวัง
ทว่าถึงจะได้ตามนั้นแต่เพราะเป็นสตรี จึงทำให้นางเอกไม่เป็นที่ชื่นชอบของเหล่าลูกศิษย์และอาจารย์ที่อยู่ในสำนักศึกษาหลวง เนื่องจากไม่พอใจที่นางฝ่าฝืนประเพณีดั้งเดิมเข้ามาเรียนในสถานศึกษาที่มีแต่บุรุษ...

ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นในสำนักศึกษาหรือข้างนอกสำนักศึกษา นางเอกก็ไม่มีเพื่อนเลย
เพราะพวกขุนหนูตระกูลใหญ่ๆ ต่างก็ดูถูกไม่ชอบที่นางมาจากชายแดน ขี่ม้าจับดาบ
ไม่มีความเป็นกุลสตรี แถมยังเข้าไปเรียนในสำนักศึกษาหลวงอีกต่างหาก
ไม่มีใครอยากคบหานาง นอกจาก จั๋วเหวินหย่วน เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเด็กตอนที่นางเอกยังอยู่ชายแดน
คุณชายเสเพลจอมเจ้าชู้ ผู้ไม่จริงจังกับสิ่งใด และมักจะมีรอยยิ้มอ่อนโยนประดับอยู่บนใบหน้าเสมอ

พระเอก เยี่ยนอวิ๋นจือ คุณชายอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง รูปโฉมหล่อเหลาสง่างาม
ท่าทางสูงส่งประดุจเทพเซียน เก่งทั้งบุ๋นและบู๋ เป็นที่หมายปองของสาวๆ ทั่วทั้งเมืองหลวง
ถูกจับคู่กับ ซูเจี๋ยอวี่ หญิงงามอันดับหนึ่งมาตั้งแต่เด็ก

พระเอกเป็นคนเก่งและมีความสามารถมาก ทว่าเพราะไม่อาจโดดเด่นจนเกินไป พระเอกจึงไม่ขอรับตำแหน่งขุนนาง แต่ขอมาเป็นอาจารย์ในสำนักศึกษาหลวงแทน
และก็ได้มาเจอกับนางเอกที่คอยมาวิ่งไล่ตามตื๊อขอให้รับถุงผ้า (นางเอกเดิมพันกับคนอื่นว่าจะทำให้พระเอกยอมรับถุงผ้าและไปเดินงานเทศกาลด้วยกัน) แต่พระเอกก็
say no ปฏิเสธไม่รับลูกเดียว มาไม้ไหนก็ต้านได้หมด จนนางเอกคิดว่าคงหมดหนทางแล้วเพราะพระเอกไม่ใจอ่อนเลย

......แต่นางเอกเรื่องนี้ดีนะ ผิดไปจากที่คิดไว้ เพราะตอนแรกเราเห็นนางเป็นลูกแม่ทัพที่ติดตามพ่อไปชายแดนตั้งแต่เล็ก ทั้งยังเคยออกรบกับพ่อ เราเลยนึกว่านางเอกคงจะแก่นๆ ซนๆ เอาแต่ใจอารมณ์ร้อน หากถูกใครหาเรื่องหรือรังแกคงไม่ยอม ต้องสวนกลับแน่
แต่ความจริงกลับไม่ใช่
 นางเป็นคนสง่าผ่าเผย ร่าเริง ถ้ารู้ว่าตัวเองทำผิดหรือพลาดก็พร้อมน้อมรับ ยินดีรับฟังปรับปรุง เวลาที่มีคนมาหาเรื่องก็จะมองหาทางหนีทีไล่ก่อน ดูว่าคุ้มค่ามั้ย
บางทีถ้าแกล้งยอมได้ก็ยอม
กับคู่อริอย่างคุณหนูซ่งก็แค่ต่อปากตอกกลับพอเป็นพิธี
แต่ไม่พร่ำเพรื่อเถียงไปเถียงมา เลี่ยงได้ก็เลี่ยง ที่สำคัญคือนางไม่ผูกใจเจ็บหรือมุ่งแต่จะแก้แค้นเอาคืน ...

นางเอกเป็นคนที่ยึดมั่นในอุดมการณ์มาก ซึ่งอุดมการณ์ของนางก็คือการเป็นแม่ทัพหญิง
และการได้ใช้กำลังความสามารถของตัวเองปกป้องเชิดชูวงศ์ตระกูล โดยที่ไม่ต้องใช้การแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์หรือพึ่งบุรุษ ประกอบกับมีพี่สาวเป็นตัวอย่าง นางเอกจึงยิ่งต้องการหาคนที่ถูกใจเองและแต่งงานด้วยความรัก
ไม่ใช่แต่งกันเพราะผลประโยชน์  
ส่วนพ่อก็เห็นดีเห็นงามด้วย เพราะมีบทเรียนมาจากลูกสาวคนโตแล้ว  
เนื่องจากตอนที่พ่อนางเอกไปรบปกป้องบ้านเมือง ด้วยความที่รบชนะตลอดก็ไม่แคล้วทำให้ถูกหวาดระแวง จนต้องส่งพี่สาวนางเอกเข้าวังมาเป็นสนม เพื่อรับประกันว่าพ่อจะไม่ก่อกบฏหรือคิดทรยศหักหลัง ...แต่พอนางเอกได้เจอคนที่ถูกใจก็กลับมีแต่คนค้านไม่เห็นด้วย
ครอบครัวทั้งสองฝ่ายต่างก็ไม่อยากให้ลูกๆ ของตนแต่งกัน เพราะรู้ว่าจะทำให้ฮ่องเต้หวาดระแวง เดี๋ยวตระกูลจะถูกเพ่งเล็งและถูกกำจัด ส่วนฝั่งฮ่องเต้ก็ไม่โอเคเหมือนกัน
เพราะกลัวว่าเดี๋ยวสองตระกูลนี้จะมีอำนาจมากเกินไป...

ส่วนพระเอกนั้นก็ไม่ใช่สายเปย์หรือสายคลั่งรัก เวลานางเอกเกิดเรื่องก็จะไม่เข้าไปช่วยทันที แต่จะคอยมองอยู่เงียบๆ แล้วคอยบอก+สอนชี้แนะอยู่ข้างๆ เป็นเหมือนพี่ เหมือนอาจารย์ และเป็นได้ทั้งคนรัก เหมือนแสงจันทร์ที่คอยส่องสว่างนำทาง ไม่มีการบังคับหรือดุด่า หากนางเอกอยากเป็นแม่ทัพหรืออยากจะออกรบ พระเอกก็ไม่ห้าม ยินดีปล่อยให้นางไปทำและเรียนรู้ด้วยตนเอง ส่วนเขาก็จะคอยชี้แนะและเฝ้าระวังความปลอดภัยให้นางอยู่ข้างหลังแทน

ตอนที่หยิบมาอ่านนึกว่าจะเป็นแนวเบาๆ ฮาๆ นางเอกซนๆ แต่ความจริงกลับเข้มข้นไม่เบา
เป็นแนวสงครามการแย่งชิงอำนาจ เมื่อฮ่องเต้ไร้ความสามารถ ตระกูลใหญ่ๆ จึงเริ่มมีอำนาจเหนือราชวงศ์
ภายใต้ความสุขสงบกลับซุกซ่อนคลื่นใต้น้ำเอาไว้มากมาย ...
เริ่มตั้งแต่คดีเล็กๆ ที่ไม่น่าสนใจ แต่กลับนำมาซึ่งเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อกันเป็นลูกโซ่
ทั้งการใส่ร้ายขุนนางใหญ่ด้วยข้อหากบฏ จนไปสู่เรื่องที่ข้าศึกยกทัพมาบุก แต่กลับไม่มีแม่ทัพเก่งๆ ที่จะไปรบได้ ทำให้พระเอกต้องรับอาสาไปทำหน้าที่นี้แทน
บ้านเมืองจึงขาดทั้งคนเก่งและกำลังรบ และก็ตามมาด้วยการก่อกบฏ บ้านเมืองเกิดความเปลี่ยนแปลงแบบที่ไม่มีใครทันตั้งตัว ส่วนพระ-นางก็ต้องรับศึกหนักทั้งจากภายในภายนอก
เจอประกบมันแทบทุกทาง ทั้งจากศัตรูนอกแคว้นและที่มาจากในแคว้นเดียวกัน
ซึ่งอีกฝั่งก็ไม่ได้ไก่กาอาราเล่เลย ทั้งยังอ่านและมองคนได้อย่างทะลุปรุโปร่ง รู้จุดอ่อนจุดแข็งของคน รู้ว่าต้องใช้ผลประโยชน์แบบไหนเพื่อให้คนมาติดตาม+ทำตามคำสั่ง
...
แถมยังเป็นจุดที่ทำให้สถานการณ์พลิกแบบคาดไม่ถึงจริงๆ

เราว่านักเขียนวางปมดี ทิ้งท้ายประโยคได้น่าติดตาม ทำให้เราอยากรู้เรื่องราวต่อไปว่าจะเกิดอะไรขึ้น มีหลายจุดที่เราคาดไม่ถึง ไม่มีผิดถูก เพียงแต่ต่างเส้นทางและวิธีการที่ใช้เท่านั้นเอง แต่อีกฝั่งเลือกวิธีที่เหี้ยมโหดรุนแรงเกินไป ก็ไม่แปลกที่คนจะต่อต้านและยากจะยอมรับ..อ่านเรื่องนี้ต้องทำใจอย่างว่าไม่มีใครเป็นมิตรหรือศัตรูที่แท้จริง บางคนสนิทแทบตายแต่สุดท้ายกลับทรยศหักหลัง ส่วนบางคนที่ตอนแรกคิดว่าเป็นศัตรูแต่สุดท้ายก็กลับสนิทสนมตายแทนกันได้ ...

นางรองในเรื่องดีงาม (ปกติจะเจอแต่พระรองดีงามเนอะ) เป็นลูกสาวตระกูลขุนนางใหญ่ที่เพียบพร้อมทั้งกิริยา วาจา ใจ ถึงจะอยู่ในกรอบแต่ก็ไม่คร่ำครึ ตรงไปตรงมา 
ชอบก็บอกว่าชอบ แต่หากพยายามเต็มที่แล้วอีกฝ่ายยังไม่ชอบก็ยินดีตัดใจอย่างมีศักดิ์ศรี
.....แต่ดีที่สุดท้ายนางก็(น่าจะ)ได้เจอคนที่ใจตรงกันทั้งสองฝ่ายนะ
^^


📍ข้านี่แหละ!!! ศิษย์หญิงแห่งสำนักศึกษาหลวง 2 เล่มจบ ➡️ https://s.shopee.co.th/2g3cq9IfC0




วันอังคารที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2564

หญิงงามอันดับหนึ่งแห่งฉางอัน 3 เล่มจบ




หญิงงามอันดับหนึ่งแห่งฉางอัน 3 เล่มจบ 
ผู้แต่ง :  Fa Da De Lei Xian (ฟาต๋าเตอะเล่ยเซี่ยน)
ผู้แปล : เบบี้นาคราช
สำนักพิมพ์ แจ่มใส

ความรู้สึกหลังอ่านจบ (อาจมีสปอยล์)

เสิ่นเจิน คุณหนูสามแห่งจวนอวิ๋นหยางโหว นางมีพี่สาว 2 คน น้องชาย 1 คน แต่ละคนล้วนหน้าตาดี โดยเฉพาะบุตรสาวคนที่สามหรือตัวนางเอกนั้นยิ่งหน้าตาดีที่สุด ถึงขนาดได้รับการขนามนามว่าเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองฉางอันเลยทีเดียว แต่ด้วยความที่บุตรสาวบ้านนี้หน้าตาดีมากจนเกินไป มันจึงกลายเป็นดาบสองคม ทำให้ถูกคนอิจฉาริษยาและสุดท้ายก็นำภัยมาสู่ตนเอง

เมื่อจู่ๆ วันหนึ่งท่านเสิ่นคนพ่อก็ถูกจับเข้าคุก จวนสกุลเสิ่นถูกยึดและริบทรัพย์ หนำซ้ำยังมีหนี้ก้อนโตโผล่ออกมา นางเอกซึ่งเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวที่ยังไม่ได้ออกเรือน จึงต้องกลายมาเป็นเสาหลักของบ้านไปโดยปริยาย เมื่อสกุลเสิ่นตกอับญาติมิตรก็หนีหาย ไม่มีใครให้ความช่วยเหลือหรืออยากคบหานางที่เป็นบุตรสาวขุนนางต้องโทษอีกต่อไป ทว่าในขณะที่กำลังสิ้นหวังจนตรอก ลู่เยี่ยน ซื่อจื่อแห่งจวนเจิ้นกั๋วกงก็โผล่เข้ามาให้ความช่วยเหลือและยอมจ่ายหนี้ก้อนโตให้ โดยแลกกับการที่นางต้องกลายเป็นภรรยาลับของเขา

พระเอกมีฐานะเป็นถึงหลานชายคนโปรดของฮ่องเต้ และเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวขององค์หญิงใหญ่ เป็นคนเก่ง ฉลาด เอาการเอางานและมีความสามารถจริง จึงได้รับความไว้วางใจจากฮ่องเต้ยิ่งกว่าบรรดาองค์ชายเสียอีก ...แต่เดิมพระเอกไม่เคยสนใจเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ไม่เคยสนใจผู้หญิงคนไหน กับนางเอกตอนแรกก็เฉยๆ แม้ว่าน้องจะสวยมากก็ตาม แต่เพราะความฝันประหลาด บวกกับอาการเจ็บหัวใจที่จะกำเริบทุกครั้งเมื่อนางเอกหลั่งน้ำตา ด้วยความอยากไขปริศนา พี่จึงรับนางมาไว้ใต้ปีกและคอยปกป้องคุ้มครองสกุลเสิ่นแบบลับๆ คิดว่าหากชมเรือนร่างงดงามนี้จนพอใจเมื่อไร สักวันพี่ก็จะปล่อยน้องไปพร้อมกับเงินก้อนโต...แต่พอได้อยู่ร่วมกันนานวันเข้า บวกกับความฝันที่ทำให้พี่เห็นเรื่องราวในอดีตที่ต้องพลัดพรากไม่สมหวัง พระเอกก็รู้แล้วว่า ชาตินี้ตนคงไม่อาจปล่อยนางเอกให้หลุดมือไปได้อีก...ชาตินี้เขาจะต้องแต่งนางเป็นภรรยาเอกอย่างสมเกียรติให้ได้ จะต้องปกป้องคุ้มครองนางและจัดการกับภัยอันตรายทั้งหลายที่คิดจะมาแยกพวกเขาทั้งสองคนออกจากกันให้สิ้น

เป็นเรื่องม้ามืดที่มาแรงแซงทุกโค้งส่งท้ายปีจริงๆ ดีงามทั้งเนื้อเรื่องและการแปล เล่าผ่านมุมมองของตัวละครชายหรือพระเอก ซึ่งพระเอกจะรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าหรือก็คือเรื่องราวในชาติก่อนจากความฝัน แต่ไม่ได้มาแบบทีเดียวตู้มนะ มาแบบเป็นระยะๆ ทีแรกก็ฝันเห็นตอนตัวเองใกล้ตาย ขณะที่ใกล้ตายก็กำถุงหอมของนางเอกเอาไว้ไม่ยอมปล่อยและคิดถึงคนจนกระทั่งหมดลมหายใจ พอตื่นมาพระเอกก็คิดว่าเป็นไปไม่ได้ คนอย่างตนเองน่ะหรือจะหมกมุ่นในรักและเป็นได้ถึงขนาดนั้น จะต้องถูกเครื่องหอมในร้านของนางเอกทำตุกติกแน่ๆ ..พี่จึงสั่งให้ลูกน้องไปค้นร้านนางเอก แม้สุดท้ายจะไม่พบอะไร แต่พระเอกก็ได้รู้แล้วว่าอาการเจ็บหัวใจของตนนี้มีสาเหตุมาจากสิ่งใด...อิอิ

พระเอกมาแนวดุโหด ดุก่อนแล้วค่อยมาโอ๋ทีหลัง พอเห็นนางเอกตาแดงๆ น้ำตาเริ่มปริ่มๆ
ก็ต้องยอมแล้ว ไม่งั้นตัวเองคงได้ปวดใจตายก่อนแน่ๆ (จะเจ็บหัวใจตายจริงๆ)
นางเอกก็น่ารัก ขี้อ้อน ปรับตัวเก่ง ไม่ได้เอาแต่ใจ รู้ว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ในสถานะใดก็ยอมรับแต่โดยดี แต่ตอนแรกอาจจะยังกลัวๆ อยู่ เพราะพระเอกโหดและชอบพูดแทงใจดำ แต่ไปๆ มาๆ เมื่อน้องได้เห็นสิ่งที่พระเอกคอยทำให้ ไม่ว่าจะเป็นการปกป้องตัวเอง รวมไปถึงน้องชายและคนรับใช้ที่สนิท จนถึงพี่สาวและพ่อ น้องจึงเริ่มรู้สึกดีกับพระเอก ค่อยๆ หายกลัว ทั้งยังเจียมเนื้อเจียมตัวสำนึกในบุญคุณและฐานะ(ภรรยาลับ) ของตนอยู่เสมอ...กระซิกๆ

แต่ความจริงคือชาตินี้พระเอกเขาได้ความฝันช่วย เลยรู้ว่าเรื่องไหนที่เคยทำให้นางเอกเสียใจ มาชาตินี้พี่ก็ไม่(ค่อย)ทำแล้ว รู้จากความฝันว่านางเอกจะต้องมาขอร้องเรื่องอะไร พี่ก็ทำให้เลย ไม่บ่ายเบี่ยงปากหนักเหมือนชาติก่อน บางเรื่องไม่ต้องบอกก็ทำให้เอง...ในชาตินี้นางเอกเลยขี้เล่นร่าเริงกว่าชาติที่แล้ว มีอะไรก็กล้าบอกพระเอกมากขึ้น ส่วนพระเอกก็ตั้งใจไว้แล้วว่าคราวนี้จะต้องแต่งน้องเป็นภรรยาเอกให้ได้ จึงเริ่มปูทางขจัดขวากหนามไปเรื่อยๆ ต่างจากชาติก่อนที่จับพลัดจับผลูมาช่วยเพราะเพื่อนสนิทขอ ก็ช่วยแค่นางเอกกับน้องชาย แต่ไม่ได้ช่วยไปถึงพี่กับพ่อ และไม่ได้คิดจะแต่งน้องเป็นภรรยา แต่พอพี่คิดทุกอย่างก็สายไปหมดแล้ว ตกหลุมพรางแผนของตัวร้ายจนเจ็บหนักใกล้ตาย  แถมตัวร้ายยังกลายเป็นฝั่งที่มีอำนาจขึ้นมา นางเอกไม่อยากทำให้พระเอกเดือดร้อนเลยเลือกที่จะจากไป พระเอกก็เข้าใจผิดคิดว่าน้องมีใจให้พระรองถึงได้ยอมไปกับเขา...จนวันตายก็ยังไม่รู้ความจริงเลย เฮ้อออ

เราว่าบางทีถ้าพระเอกไม่ได้ฝันเห็นเหตุการณ์ที่ผ่านมาก่อนก็อาจจะแย่เหมือนกันนะ เพราะฝั่งตัวร้ายก็ไม่ได้กระจอกงอกง่อยเลย...โดยเฉพาะฮองเฮานี่แหละ ตัวแม่ลาสบอสที่แท้ทรู 55 ...กลัวว่าถ้าลูกสาวบ้านนี้ได้แต่งกับคนมีอำนาจแล้วจะกลายมาเป็นกำลังเสริมให้รัชทายาท บวกกับอิจฉาที่ตัวเลือกลูกเขยบ้านนี้มีแต่คนเจ๋งๆ ด้วยแหละ เพราะขนาดหลานสาวตระกูลตัวเองก็ยังไม่มีตัวเลือกลูกเขยที่ดีเท่านี้เลย...หึหึ

อ่านจบแล้วน่าจะเรียกว่าสามใบเถาตระกูลเสิ่นมากกว่านะ 55  เพราะชีวิตของทั้งสามสาวต่างมีสตอรี่ที่น่าสนใจไม่แพ้กันเลย  คนโตเยือกเย็นใจเด็ดสมกับเป็นพี่ใหญ่ คนรองก็เจ้าเล่ห์ซุกซนตรงไปตรงมา ส่วนคนที่สามหรือนางเอกก็นุ่มนวลอ่อนโยน ขี้อ้อน แลดูนุ่มนิ่ม ....
คู่พี่ใหญ่จัดว่าแซบ  ส่วนคู่พี่รองก็ซาบซึ้งตรึงใจ...แต่คู่พี่ใหญ่นี่อาจจะมาแรงแซงคู่หลักหน่อย
เพราะใต้เท้าโจวแซบมาก อุบายในการจีบสาวเหนือชั้นยิ่ง แอบหลงรักสาวเจ้ามาตั้งนานแล้ว (น่าจะทัชใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เจอตอนเหตุการณ์นั้น) แต่พอสอบติดได้เป็นจ้วงหยวน สาวเจ้าก็ดันแต่งงานกับคนอื่นไปเสียแล้ว อกหักเรียบร้อย ตอนแรกก็ตัดใจ หวังว่าผู้ชายคนนั้นจะดีกับนางตลอดไป แต่พอตระกูลเสิ่นตกต่ำ สามีของสาวเจ้ากลับรับทั้งเมียรองและอนุ สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับนางในดวงใจพี่ บวกกับได้เห็นรอยเขียวช้ำนั้น ความอดทนของคุณพี่จึงหมดลงทันที ได้เวลาสวมบทตัวร้าย ไม่อาจหวนคืนสู่ภาพลักษณ์วิญญูชนผู้เยือกเย็น (เมื่ออยู่ต่อหน้าสาวเจ้า)ได้อีกแล้ว 
55..ใครจะไปรู้ว่าวันหนึ่งท่านตุลาการใหญ่แห่งศาลต้าหลี่จะใช้หน้าที่ในทางที่มิชอบเพื่อสตรีที่ตนหลงรัก... พอทุกอย่างสำเร็จ พี่ใหญ่ก็คิดจะใช้ร่างกายตอบแทนบุญคุณ แต่พี่โจวไม่เอา จะขอให้นางแต่งงานมาเป็นภรรยาของตนเท่านั้น ...แต่สุดท้ายก็ถูกพี่ใหญ่ xxx%%## ...555

มาถึงคู่พี่รองถึงจะออกมาตอนเล่ม 3 บทไม่มาก แต่ก็ทำเราซึ้ง คู่นี้น่าสงสารเพราะถูกอุบายของตัวร้ายทำให้แยกจากกัน ทั้งที่รักกันมากกก รักกันมาตั้งแต่เด็ก T^T เพราะพ่อของ 3 สาวอยู่ฝั่งเดียวกับรัชทายาท ฮองเฮาเลยกลัวว่าถ้า 3 สาวบ้านนี้ได้แต่งงานกับตระกูลที่มีอำนาจแล้วเดี๋ยวจะกลายมาเป็นกำลังให้กับรัชทายาท เดี๋ยวฝั่งลูกชายตัวเองจะสู้ไม่ได้ เลยตั้งใจวางแผนทำลายการแต่งงานของลูกสาวบ้านนี้ เริ่มตั้งแต่คนโต โดยสั่งให้คนไปจัดฉากผลักพี่คนโตตกน้ำแล้วให้บัณฑิตที่ชาติตระกูลต่ำต้อยลงไปช่วย ...ส่วนคนรองก็จัดฉากให้องค์ชายของชนเผ่านอกด่านมาเห็นแล้วถูกใจขอตัวไปเป็นภรรยาแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ 
มีฉากตอนที่พี่รองกลับมาเมืองหลวงแล้วได้เจอกับพี่สุยคนรักเก่า พอพี่รองรู้ว่าพี่สุยยืนอยู่ข้างหลังก็ไม่กล้าหันกลับไป ปวดใจมากก พอได้หันไปสบตากันแวบหนึ่ง ก็ต้องรีบเบนออกจากกันแล้วแสร้งไปมองอย่างอื่นทันที ก็
Move on แล้วแหละ แต่คือไม่ลืมกันชั่วชีวิต ลืมไม่ลง ได้แต่เก็บไว้ในส่วนลึกของหัวใจ ขอให้อีกฝ่ายได้มีชีวิตที่ปลอดภัยและมีความสุขก็เพียงพอ ฉากสั้นๆ แต่ทำเราน้ำตาซึมเลย...โฮๆ ๆ

สรุปชาตินี้พระเอกก็ทำลายแผนร้ายของอีกฝั่งได้หมด ช่วยให้พ่อนางเอกได้ออกจากคุกและกลับมาสร้างผลงานจนตระกูลกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง แต่เรื่องพ่อนี่ต้องยกความดีความชอบให้พี่โจวด้วยนะ อิอิ...ต่อจากนั้นพระเอกก็ไปขอสมรสพระราชทานจากฮ่องเต้  แต่ก่อนหน้านี้ไม่มีใครรู้เลยว่าพระเอกคือคนที่คอยแอบช่วยตระกูลนางเอกอยู่ เป็นคนจัดการส่งคนไปซ้อมหลานชายฮองเฮาที่คิดไม่ดีกับนางเอก ตอนที่สั่งโบยคุณหนูใหญ่ที่ใส่ร้ายนางเอก พระเอกก็ตั้งใจโบยจริงๆ แต่ตอนนั้นไม่มีใครเชื่อมโยงไปถึงพระเอก ก็มีแอบสงสัยบ้างแต่ก็ไม่เชื่อ เพราะตระกูลของพระ-นางไม่เคยไปมาหาสู่กันมาก่อน เลยคิดว่าไม่มีความสนิทสนมหรือความเกี่ยวข้องใดๆ ที่พระเอกจะต้องมายุ่ง

มารู้ตอนที่ในวังจัดงานแล้วนางเอกต้องไปร่วมด้วย แล้วคนที่เคยแอบชอบพระเอกจำกลิ่นหอมที่อยู่บนตัวนางเอกได้ แบบเอ้ย! นี่มันกลิ่นเดียวกับที่เคยได้กลิ่นจากตัวพระเอกเลย (กลิ่นหอมนี้นางเอกปรุงเอง) จึงไปบอกฮองเฮา ฮองเฮาเลยวางแผนให้คนผลักนางเอกตกน้ำ(อีกแว้ววว)..แต่รอบนี้พระเอกตามมาทัน เลยจับนางเอกกระโดดลงน้ำพร้อมกับตัวเองซะเลย ...พอฮองเฮากับพวกผู้หญิงรู้ข่าวว่าใครเป็นคนลงไปช่วยนางเอกก็หน้าซีดกันหมด..เสียดายเพราะมีแต่คนอยากดองกับบ้านพระเอก 55

ตอนพิเศษอิ่มเอมมากกกก คู่พี่ใหญ่-พี่รองมาแรง โดยเฉพาะใต้เท้าโจวนี่มาแรงแซงทุกคนเลยจ้า ...ทั้งชาติที่สองที่สาม แต่ชาติที่สามนี่มาแบบจำเรื่องในชาติแรกได้ ชาตินี้พี่โจวเลยจัดการทำลายแผนการของตัวร้ายได้ตั้งแต่ต้น แถมยังช่วยให้พี่รองไม่ต้องแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ไปไกล ชาตินี้พี่สุยเลยได้แต่งานกับพี่รองสมดังใจ ปลื้มปริ่ม ...
สรุปชาตินี้คือสมหวังทุกคน ดีต่อใจมากกก


📍หญิงงามอันดับหนึ่งแห่งฉางอัน 3 เล่มจบ ➡️ https://s.shopee.co.th/4VUuSOdHay




วันเสาร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2564

มหาวิทยาลัยซอมบี้ 4 เล่มจบ

 

มหาวิทยาลัยซอมบี้ 4 เล่มจบ
ผู้แต่ง : 
Yan Liang Yu
ผู้แปล : 
Jpolly Wu
สำนักพิมพ์  Rose Publishing

ความรู้สึกหลังอ่านจบ (อาจมีสปอยล์)

ซ่งเฝ่ย นักศึกษาคณะประวัติศาสตร์ สาขาการจัดการท่องเที่ยว ที่เพิ่งเลิกรากับแฟนหนุ่มสุดหล่อ ชีเหยียน แห่งคณะชีววิทยาศาสตร์ไปได้ไม่นาน ก็ต้องมาเจอเงาแค้นของแฟนเก่าตามหลอกหลอน โดยการใช้อภิสิทธิ์ในการเป็นสมาชิกสภานักศึกษาตรวจตราห้องพักและยึดเครื่องใช้ไฟฟ้า(ที่ผิดกฏ) ของตนไปอย่างหน้าตาเฉยและบลาๆ...หารู้ไม่ว่าที่พระเอกทำไปทั้งหมดก็เพื่อเรียกร้องความสนใจและอยากจะกลับมาคืนดีกับนายเอกเท่านั้นเอง...
เมื่อตัดสินใจว่าจะขอกลับมาคืนดีอย่างจริงจัง พระเอกจึงนัดกินข้าวกับนายเอกหลังสอบเสร็จ  แต่ยังไม่ทันได้กินก็ดันมีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นซะก่อน เมื่อมีนักศึกษาเกิดอาการคลุ้มคลั่งวิ่งไล่กัดคนไปทั่ว
เพียงไม่นานทั่วทั้งมหาลัยก็มีแต่เสียงกรีดร้องและความโกลาหล ทั้งยังเต็มไปด้วยคนบาดเจ็บและคนตายที่ลุกขึ้นมาวิ่งไล่กัดคนเหมือนซอมบี้

เป็นเรื่องการต่อสู้เอาชีวิตรอดในช่วงที่ไวรัสซอมบี้ระบาดของเด็กมหาลัยที่กำลังอยู่ในช่วงสอบพอดี จะได้เห็นพัฒนาการ+การเอาตัวรอดของกลุ่มพระ-นาย ได้เห็นความดำมืดและความบ้าคลั่งของจิตใจคนในยามที่จนตรอกและสิ้นหวัง....แต่ใครบ้างจะไม่คลุ้มคลั่งเพราะ...
1.สัญญาณเครือข่ายทุกอย่างถูกตัด ไม่สามารถรับรู้ข่าวสารอะไรได้เลย
2.
ไม่มีอาหาร นี่แหละจุดสำคัญที่ทำให้คนบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม
เลือกว่าจะตายด้วยซอมบี้หรืออดอาหารตายเอง ...คนที่เคยปกติดีๆ จึงถูกบีบให้ป่าเถื่อนต้องทำเรื่องที่เลวร้ายเพื่อแย่งอาหารมาต่อชีวิต ส่วนคนที่ไม่มีทั้งอาหารหรือหมดหวังก็อาจเลือกที่จะจบชีวิตตัวเองลง...แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีบางคนที่ไม่ยอมจำนนมารวมกลุ่มกันเพื่อเอาชีวิตรอด

อย่างกลุ่มของพระ-นาย(ห้องเกรียงไกลไม่ย่อท้อ) ตอนแรกกลุ่มมีนี้ 4 คนเริ่มสตาร์ตกันที่ห้องพักนายเอก แล้วเก็บตกได้ 1 คนจากหอพักข้างๆ พอไปที่มินิมาร์ทก็ได้สาวงามของมหาลัยมาเป็นพวกอีก 1 ...ตอนแรกนึกว่าคงจะสบายเพราะที่นี่อาหารเยอะ แต่ไม่นานฝันก็ต้องสลาย เพราะดันมีเพื่อนใหม่ซึ่งเป็นนักศึกษาวิชาพละเพิ่มมาอีกเป็นโขยงแล้วกลุ่มนี้นิสัยไม่ดี กลุ่มพระ-นายไม่อยากมีปัญหา เลยขอถอนตัวเป็นฝ่ายไปเอง...ก็หนีๆ ซอมบี้ไปจนถึงห้องสมุด แล้วก็ได้สมาชิกใหม่มาเพิ่มอีก 2 ดีที่หนึ่งในนั้นเป็นรูมเมทห้องของนายเอก ส่วนอีกคนพระเอกก็รู้จัก คนที่เหลือเลยพากันโล่งใจ ไม่ต้องกลัวจะซ้ำรอยเดิมเหมือนก่อนหน้าแว้วว

จากนั้นก็ย้ายกันไปที่โรงอาหาร ...แต่ไม่ใช่ไปแบบไม่มีแผนนะ ต้องบอกก่อนว่าเวลาจะเคลื่อนย้ายไปไหนแต่ละที จะมีการเตรียมความพร้อมอย่างดี
ทั้งวางแผนเส้นทาง ฉีดน้ำหอมเพื่อดับกลิ่นคน ใช้เสียงเพลงเป็นตัวล่อ มีทัพหน้าทัพหลัง ใครเป็นฝ่ายบุกฝ่ายเสริม ..พอมาถึงโรงอาหารก็ได้เจอกับเพื่อนกลุ่มใหม่อีก
6 คน...อันนี้ก็โชคดีหน่อยเพราะมีแต่คนดีๆ เลยเข้าขากันได้ ก็มีอะไรมาให้ลุ้นเป็นระยะๆ อย่างเช่นเวลาย้ายฐานก็ลุ้นดีว่าจะเอาตัวรอดกันยังไง จะมีอะไรพลิกมั้ย แต่จริงๆ ก็มีพลิกตลอดแหละ เพราะซอมบี้ก็มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเหมือนกัน อย่างแผนบางอย่างที่เคยใช้หลอกล่อซอมบี้ได้ แต่พอใช้หลายๆ ครั้งเข้าก็เริ่มจะไม่ได้แล้ว เพราะซอมบี้เองก็เริ่มมีการเลียนแบบมนุษย์เช่นกัน เช่นคอยรอดักซุ่มโจมตี หรือพอเจอมนุษย์ก็ส่งเสียงร้องเรียกพวกให้เข้ามา

ส่วนพาร์ทความรักของพระ-นายตอนแรกก็นึกว่าคงจะคืนดีกันได้ง่ายๆ แต่ที่ไหนได้ดันไม่ แค่ครั้งแรกพระเอกก็ถูกนายเอกปฏิเสธแล้ว คือพระเอกอะเป็นคนจริงจัง มีวินัย ทำอะไรมีแบบแผน ขณะที่นายเอกเป็นคนสบายๆ ดูเหมือนขาดความมุ่งมั่น พระเอกก็เลยชอบอบรมอยากให้นายเอกจริงจังกับชีวิต แต่นอกจากจะสอนแล้ว คำพูดของพี่แกก็ยังแฝงนัยดูถูกด้วย สุดท้ายนายเอกก็ทนไม่ไหว จนต้องขอเลิก

หลังจากที่ถูกปฏิเสธก็ได้เพื่อนสนิทนายเอกชี้ทาง ช่วยบอกจุดที่พระเอกต้องปรับปรุงแก้ไขถ้ายังอยากกลับไปคบนายเอกต่อ บวกกับได้เห็นนายเอกในมุมอื่นที่ตนไม่เคยรู้มาก่อนจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ด้วย ถึงได้รู้ว่าความจริงนายเอกก็เก่งมีความสามารถนะ เช่นรู้เรื่องแผนที่สถานที่ตั้งของตึกและอาคารในมหาลัยเป็นอย่างดี (เพราะคณะนายเอกมีการจัดทัวร์พาชมมหาลัยทุกอาทิตย์) ทำให้รู้ว่าตรงไหนเป็นมุมอับเป็นสถานที่โล่ง ตรงไหนเป็นทางลัด
ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญที่ทำให้รอดเหมือนกันนะ 
แถมยังมีทักษะในการพูดการชักจูง สามารถพลิกแพลงได้ตามสถานการณ์ พอเห็นแบบนี้พระเอกเลยเข้าใจในความผิดพลาดและสิ่งที่ตัวเองต้องแก้ไขแล้ว

ตอนแรกคิดว่าถ้าเป็นแนวซอมบี้ก็คงต้องเครียด แบบลุ้นตลอดทั้งเรื่องแน่ๆ ซึ่งพออ่านแล้วก็ลุ้นอยู่ แต่ไม่ได้เครียดหรือกดดันอะไรขนาดนั้น ตัวละครยังสามารถตบมุกสนุกสนานเฮฮากันได้อยู่เรื่อยๆ ขนาดช่วงเวลาจริงจังก็ยังมีการเล่นมุกจังหวะโบ๊ะบ๊ะกันได้อยู่เลย จนบางทีเราก็แอบเสียวแทน กลัวจะโดนซอมบี้กัดกันซะก่อน 55...

หลักๆ ก็เป็นการเอาตัวรอดและหาอาหาร อาวุธที่ใช้ก็เป็นสิ่งของที่ประยุกต์หรือหาได้จากสิ่งรอบๆ ตัว เช่นตะเกียบเหล็ก มีดพับ กระทะอะไรแบบนี้ ตัวละครเป็นคนธรรมดาไม่ได้มีพลังวิเศษหรืออาวุธพิเศษอะไร อาศัยสติ การวางแผน และความร่วมมือร่วมใจของคนในกลุ่มล้วนๆ ...ตอนแรกที่เชื้อเริ่มระบาดใหม่ๆ ก็จะสติแตกกัน แต่พอตั้งสติได้และสังเกตเห็นว่าต้องแทงตรงไหนซอมบี้ถึงจะลุกไม่ขึ้นอีก ทุกคนก็เริ่มมีความกล้ามากขึ้น ก้าวแรกคือกล้าที่จะออกจากห้อง และค่อยขยับขยายไปเรื่อยๆ ในขณะที่คนส่วนใหญ่เลือกที่จะอยู่กับที่ไม่ออกไปไหน และรอความช่วยเหลือมากกว่า แต่กลุ่มพระ-นายคือแอดแวนเจอร์มากก ทั้งไปหาวิทยุ ไปเอายา ไปหาของที่จุดรับพัสดุ ไปเอารถที่ลานจอดรถ ดีนะที่มีแต่คนดีๆ อยู่ในกลุ่ม ไม่มีการแตกคอ ไม่ทิ้งกัน ไม่งั้นได้ตายแน่ ... แต่นี่คือยังคุยเล่นหยอกกันได้เกือบทุกสถานการณ์ คุยกันจนบางทีเราก็แยกไม่ออกว่าใครกำลังพูด? บทสนทนาเยอะจนบางทีก็รู้สึกแอบเวิ่นอยู่หน่อยๆ

สุดท้ายก็ตัดสินใจออกนอกมหาลัยเพราะหลังๆ โรงอาหารคนเริ่มมากันเยอะ ในตอนที่ออกมาระหว่างทางก็ยังเก็บตกคนได้เพิ่มมาอีก ...แต่มีคนหนึ่งไม่เคยออกไปสู้กับซอมบี้มาก่อน พอเจอสถานการณ์จริงเลยลน ทำอะไรไม่ถูก สุดท้ายพระ-นายเลยต้องแยกกันเพื่อไปช่วยคนนี้ แล้วพอนายเอกไม่อยู่ พระเอกก็เริ่มรนไม่สงบนิ่งเหมือนเคย เพื่อนในกลุ่มเลยวอร์ขอให้กลับมารวมกลุ่มกันโดยเร็วที่สุด อย่าแยกกันเลย เพราะพอนายเอกไม่อยู่พระเอกก็ร้อนรน ทุกคนเลยรู้สึกไม่ปลอดภัยไปด้วย 55...

ตอนออกไปข้างนอกก็มีอุปสรรคบ้าง(ไม่บ้างหรอก มากกกเลยเกือบตาย) แต่ก็รอดพลิกหนีกันมาได้ (ถ้าเป็นคนปกติคงตายไปแล้วว ไม่น่ารอดตั้งแต่ตอนเข้าไปหารถและ55) ได้เจอคนขับรถบรรทุกใจดีที่แบ่งอาหารแห้งให้ และได้เจอกับมนุษย์ป้าที่หาที่หลบได้เก๋มาก แถมตอนเข้าตึกยังได้เจอเพื่อนบ้านในหมู่บ้านเดียวกันอีกด้วย (ชิวจริงๆ) เหมือนคนที่รอดก็เริ่มปรับตัวใช้ชีวิตกันได้ระดับหนึ่งอะนะ รู้ว่าต้องใช้ชีวิตกันยังไงถึงจะรอด เช่นตอนกลางวันก็อยู่ในบ้าน ค่อยออกมาตอนกลางคืน (ตอนกลางคืนซอมบี้จะเคลื่อนไหวช้า) ส่วนเรื่องอาหารก็จะมีเครื่องบินของทหารมาหย่อนทิ้งไว้ให้ตามจุดสำคัญ

แต่ตอนย้ายไปฐานที่มั่นสุดท้ายก็มีเรื่องมาให้ระทึกกันอีกรอบ55 ...ลุ้นจนเหงื่อตกว่าจะถอยหรือสู้ตาย ซวยจริงๆ 55...จบดี แต่ไม่รู้ว่าเชื้อดีมาจากไหนหรือเกิดจากอะไร หาต้นตอไม่ได้ แต่ในที่สุดก็สามารถกวาดล้างซอมบี้และจำกัดการแพร่เชื้อได้จนหมด กลุ่มเกรียงไกรไม่ย่อท้อและทุกคนที่ยังรอดก็ได้กลับบ้าน หลังจากนั้นก็ได้กลับมาใช้ชีวิตกันปกติ มหาลัยกลับมาเปิดอีกครั้ง และมีการจัดงานพิธีรำลึกให้กับผู้ที่จากไป...จบจ้า


📍มหาวิทยาลัยซอมบี้ ➡️ https://s.shopee.co.th/6pu7TXRVTk