วันอังคารที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2560

มเหสีป่วนรัก


มเหสีป่วนรัก 2 เล่มจบ / ผู้แต่ง : เกอหยาง 
ผู้แปล : Wisnu
สำนักพิมพ์ แจ่มใส

คำโปรยหลังปก
ยามราชสำนักไม่มั่นคง จักรพรรดิเยาว์วัย พระพันปีอ่อนแอ 
ช่วงเวลาเช่นนี้มักจะมีขุนนางชั่วโฉดสร้างโอกาสยึดรวมอำนาจไว้ในมือของตน
‘เวยกั๋วกง’ขุนนางผู้กระหายควบคุมอำนาจล้นฟ้าไว้ในมือ แม้แต่จักรพรรดิน้อยก็ต้องเชื่อฟัง 

เขาจึงเดินหมากเพื่อเป็นพระสัสสุระของจักรพรรดิน้อย 
ส่งบุตรีนอกสมรสของตนเข้าอภิเษกสมรสเป็นอัครมเหสีเพียงหนึ่งเดียว
เรื่องนี้สะเทือนฟ้าสะเทือนดินยิ่งนัก ผู้คนต่างโจษขานกันไปไกล 

ทว่าเรื่องที่เล่าลือกันนี้มิใช่เพราะความยิ่งใหญ่ หรือความงดงามของอัครมเหสี
แต่เป็นเพราะบุตรีของเวยกั๋วกงผู้นี้นั้นห่างไกลจากคำว่า ‘สาวงาม’ มากนัก 
อีกทั้งรูปร่างหรือก็อวบอ้วนยิ่งนัก ผิวพรรณก็ดำขำ จนพาให้ผู้พบเห็นได้ขบขัน 
หนำซ้ำอัครมเหสีผู้นี้ยังเป็นคนสร้างความปั่นป่วนไปทั่ววังหลวง สมกับเป็นบุตรีของขุนนางโฉดชั่วโดยแท้
แต่ทว่าแม้ว่านางจะอ้วนดำ ทั้งยังเป็นลูกศัตรู 

เหตุไฉนจิตใจของจักรพรรดิน้อยถึงได้ป่วนปั่นและอ่อนไหวไปเพราะนางเช่นนี้!

ความรู้สึกหลังอ่านจบ (อาจมีสปอยล์)
เพื่อรักษาบัลลังก์ของบุตรชายให้มั่นคง ไทเฮาจึงจำต้องผูกมิตรเพื่อเอาใจ หลิวเซีย ขุนนางใหญ่ที่มีอำนาจมากที่สุดในราชสำนัก ณ เวลานั้น  เพียงแต่คาดไม่ถึงว่าจากโฉมสะคราญ หลิวไป๋อวี๋ ที่ตนหมายตา จะกลับกลายมาเป็น หลิวเฮยพั่ง  ที่ทั้งอ้วนทั้งดำนางนี้แทน ...
ทว่ากว่าจะรู้ก็สายไปเสียแล้ว เพราะ
อีกฝ่ายได้เข้าพิธีแต่งงานกลายเป็นอัครมเหสี เป็นภรรยาที่ร่วมผูกผมของบุตรชาย และกลายเป็นลูกสะใภ้ของนางไปเสียแล้ว....

นางเอก หลิวเฮยพั่ง เพียงแค่ชื่อก็ทำให้จินตนาการถึงรูปร่างหน้าตาได้หมดแล้ว เพราะภาษาจีน เฮย แปลว่า ดำ / พั่ง แปลว่า อ้วน .... แต่เราคิดว่านางไม่น่าจะอ้วนดำขนาดนั้นหรอกมั้ง
อาจ
จะผิวคล้ำกว่าคนอื่นหน่อย 
อวบๆ มีเนื้อมีหนัง ไม่ผอมบางเอวคอด หุ่นไม่เหมือนผู้หญิงทั่วๆ ไปในสมัยนั้นเท่านั้นเอง (รึเปล่า?) 

นางเอกเป็นคนฉลาดแต่ชอบแกล้งโง่ เป็นคนสบายๆ ดูเหมือนไม่ค่อยสนใจอะไร  ขอแค่ได้กินอิ่มนอนหลับและทำหน้าที่ของอัครมเหสีได้ดีก็เป็นพอ  ภายนอกดูเหมือนไม่ค่อยแคร์อะไร  ..
ใครจะแก่งแย่งชิงดีอะไรก็ปล่อยเขาไป  
ช่างมัน แล้วแต่บุญแต่กรรมเถอะ 55+  
... แต่จริงๆ เราว่ามันอาจเป็นเพราะนางเอกต้องอยู่ในจุดยืนที่ลำบาก จะพูดจะทำอะไรก็ยาก 
เพราะนั่นก็พ่อ นี่ก็สามี จะให้อยู่ข้างพ่อแต่ต้องทำร้ายสามีนางก็ไม่เอา แต่ถ้าจะให้อยู่ข้างสามีแล้วต้องทำร้ายพ่อนางก็ทำไม่ได้อีก ...เฮ้อ

ส่วนพระเอก ต้วนอวิ๋นจั้ง เพราะถูกบังคับให้แต่งงานตั้งแต่ยังเด็ก ก็เป็นธรรมดาที่จะรู้สึกไม่พอใจและไม่ชอบหน้าเมียตัวเอง เพราะนอกจากจะไม่สวย อีกฝ่ายก็ยังเป็นลูกของศัตรูที่เขาต้องกำจัดอีกด้วย  ดังนั้นความสัมพันธ์ของพระ-นาง จึงค่อนข้างห่างเหินและไม่สู้ดีนัก  
แต่เท่านั้นยังไม่พอ! เพราะสวรรค์ยังส่งหญิงงามลงมาเป็นแบบทดสอบความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่อีก
หญิงงามที่นอกจากจะงามแล้วก็ยังฉลาด พูดจาเข้าหู จะแต่งกลอน วาดภาพ หรือดีดพิณก็ได้ทั้งนั้น ทั้งสวยทั้งเก่งคุณสมบัติดีพร้อมขนาดนี้  ก็เป็นธรรมดาที่ผู้ชายจะต้องชอบใช่ม๊า ..
เพราะพอหันกลับมาดูเมียที่บ้านตัวเอง นอกจากรูปร่างหน้าตาจะไม่งาม ก็ยังไม่ชอบแสดงความรู้สึก ชอบทำหน้าตาย ไม่ชอบเรื่องยุ่งยาก ไม่มีความหึงหวงใดๆ ไม่มีอะไรน่าดึงดูดเลยสักนิด ..
แต่เราว่าที่นางเอกดูนิ่งๆ เหมือนไม่แคร์ ส่วนหนึ่งมันน่าจะเป็นเพราะนางเข้าใจและตระหนักถึงฐานะของตัวเองดีมาตั้งแต่เด็กๆ บวกกับยังไม่มีใจด้วยไง เพราะฉะนั้นนางถึงไม่เคยตีโพยตีพาย ไม่เคยพูดอะไร  ...กลับเป็นฝั่งพระเอกซะอีกที่รู้สึกตัวได้ก่อนว่าคิดยังไงกับเมีย (ฮิ้ววว)  แล้วก็เริ่มทำอะไรชัดเจนมากขึ้น หลังจากที่ปล่อยให้เราคนอ่านปวดใจมาตั้งนาน ... หึหึ
             
อ่านจบแล้วเราชอบนะ  จริงๆ สนใจตั้งแต่ที่ได้อ่านคำโปรยแล้ว เพราะเรื่องนี้นางเอกไม่ใช่โฉมงามเอวบางร่างเล็ก แต่ตรงกันข้ามเพราะนางทั้งดำทั้งอ้วน ไม่ตรงตามแบบฉบับสาวงามทั้งหลาย
แล้วก็เป็นแบบนั้นตั้งแต่ต้นไปจนจบเรื่องเลยด้วยจ้า  
เราเลยอยากรู้ว่าพระ-นางจะรักกันได้ยังไง เพราะอุปสรรคของคนทั้งคู่ก็มีไม่ใช่น้อย ....โดยเฉพาะเรื่องพ่อของนางเอกที่เป็นหนามตำใจพระเอกมากที่สุด  และนี่ก็เป็นอีกจุดที่ทำให้เราชอบพระ-นางของเรื่องนี้ ....
เพราะถึงพ่อนางเอกจะเป็นแบบนั้น แต่นางก็ไม่ได้โกรธหรือเกลียดอะไรพ่อตัวเองเลย  แม้เขาจะไม่ได้เลี้ยงดูตัวเองมา แม้เขาจะเห็นนางเป็นแค่หมากตัวหนึ่ง แต่ถ้าไม่มีเขา นางก็คงไม่มีทางได้แต่งงานกับพระเอก  อีกทั้งพ่อก็ไม่ได้สั่งให้นางไปทำอะไรที่ไม่ดี แต่กลับปล่อยให้นางได้ใช้ชีวิตสโลว์ๆ เป็นอัครมเหสีสบายๆ แบบนั้นไปเรื่อยๆ ด้วยนะ   

ส่วนพระเอกก็รู้ดีว่าเมียนั้นต้องอยู่ในจุดยืนที่ลำบาก ถึงจะไม่ชอบที่นางเป็นลูกของศัตรู แต่มันก็เป็นไปแล้วอะเนาะ  จึงได้แต่ทำใจยอมรับและไม่ดึงนางเข้ามากี่ยวข้องบนเส้นทางการต่อสู้นี้ 
สิ่งที่เขาต้องทำก็คือให้นางได้กินของอร่อยๆ ที่ชอบ  ได้อ่านหนังสือนิยายที่อยากอ่าน  ทำให้นางยังคงเป็นเฮยพั่งคนเดิมแบบนี้ .... ถึงจะอยู่คนละขั้วแต่พระเอกก็พยายามหาหนทางที่จะได้อยู่ร่วมกันกับเมียตลอดไปนะ.........

           ยามนางแย้มยิ้มเขาก็รู้สึกสุขใจ  ยามนางร่ำไห้ ราวกับหัวใจเขาถูกแช่อยู่ในน้ำส้ม
หากเวลาสามารถไหลเลื่อนอยู่ท่ามกลางการจ้องมองเช่นนี้ได้ มันจะดีสักเพียงใดกัน
ถึงตอนนั้นโลกภายนอกจะเป็นเช่นไรก็คงไม่สลักสำคัญอีกต่อไป
               เขากุมมือที่ถือถังหูลู่ของนางไว้แผ่วเบา  ความรู้สึกเป็นสุขยากจะเก็บงำไว้ในใจ
ราวกับจะกลับกลายเป็นคำพูดไหลทะลักเอ่อล้นออกมา
               " เฮยพั่ง ... เจ้า "   '   

...........................................................................................................

' บางครั้งยามค่ำคืน เขามักจะสะดุ้งตื่นจากฝัน  
เข้าใจผิดไปว่าตนเองยังคงเป็นจักรพรรดิน้อยที่มุมานะพากเพียรเขียนอ่านอยู่ในห้องทรงพระอักษร
ส่วนนางก็ยังคงเป็นเด็กสาวตะกละตะกลามไม่รู้จักอนาทรร้อนใจ  
เขาลากมือนางแล้วบังคับให้วิ่งไปอย่างไร้จุดหมาย  
เขาคิดว่าถึงแม้ระหว่างพวกเขาสองคนจะมีภูเขานับพันแม้น้ำนับหมื่นขวางกั้น 
แต่อย่างน้อยก็ยังมีมือคู่หนึ่งเกาะกุมกันไว้แน่น 
แต่ว่า .. หรือว่าตลอดเส้นทางที่ผ่านมา  
ยามเขาไม่ทันได้หันกลับไปมอง 
มือคู่นั้นกลับคลายออกก่อนแล้ว
แต่เขามิอาจกล่าวโทษผู้อื่น  และมิอาจกล่าวโทษนาง
เขาค่อยๆ ทรุดตัวนั่งลงกับพื้น  ในใจสับสนวุ่นวายยากเกินจะเอ่ย .....  ' 


2 ความคิดเห็น:

  1. งือออ กำลังจะตัดสินใจอ่านพอดี ได้อ่านรีวิวของคุณทำให้เราอยากไปหาตอนนี้เลย 55555

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. ขอบคุณค่า เรื่องนี้เราอ่านแล้วชอบมากเลยจ้า ^^
      ปล. สงสัยเราจะชอบแนวนี้ 55+

      ลบ